การแจ้งเอกสารทางบัญชีหายหรือเสียหาย

Posted by user on 17 มี.ค. 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

 

(2) สำเนาหลักฐานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ดังนี้

- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีเป็นนิติบุคคล หรือ

- สำเนาทะเบียนพาณิชย์ กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือ บุคคลธรรมดา หรือ

- สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร กรณีเป็นกิจการร่วมค้า

(3) ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ กรณีบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีเสียหาย

(4) หลักฐานที่แสดงได้ว่ามีการสูญหาย/เสียหายจริง

(5) หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรครบถ้วนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ กรณีที่ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน

หมายเหตุ สำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อ รับรองสำเนาโดยผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือ โดยผู้รับมอบอำนาจ แล้วแต่กรณี

3. สถานที่ยื่นแบบแจ้งบัญชีสูญหายฯ

 

 

 

(1) แบบแจ้งบัญชีสูญหายฯ (ส.บช.2) จำนวน 2 ชุด (ดาวน์โหลดแบบพิมพ์) กรณีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ หรือ จำนวน 3 ชุด กรณีสำนักแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด

* กรณีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ยื่นได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของธุรกิจ หรือสำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ขั้นตอนและแนวทางการพิจารณางานการอนุญาตและรับแจ้ง ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543

การแจ้งบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหายสูญหายหรือเสียหาย

พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 15 กำหนดว่า

1. การรับแบบแจ้งฯ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ประสงค์จะแจ้งบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหายยื่น แบบ ส.บช. 2 พร้อมด้วยหลักฐานเอกสารตามที่ระบุไว้ใน แบบ ส.บช. 2 โดยยื่นต่อสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ ณ สำนักงานบัญชีประจำท้องที่ที่มีเขตอำนาจในจังหวัดที่สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ หรือยื่นต่อสารวัตรใหญ่บัญชี สำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนกา

 

 

 

* กรณีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ยื่นได้ที่สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ถ้าบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้นโดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

ค้า ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น ซึ่งในขั้นตอนนี้เจ้าหน้าที่จะรับคำขอพร้อมอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติงานและข้อบกพร่อง (ถ้ามี) โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

2. ตรวจแบบแจ้งฯ และเอกสารประกอบ เจ้าหน้าที่จะตรวจแบบแจ้งบัญชีและเอกสารสูญหายหรือเสียหาย รวมทั้งตรวจสอบเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาว่าบัญชีและเอกสารสูญหายหรือเสียหายจริง และผู้ขอมีเจตนาแจ้งข้อความเป็นเท็จต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี หรือไม่ โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 วัน

3. ลงทะเบียนรับคำขอ เจ้าหน้าที่จะส่งลงทะเบียนรับคำขอ โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1/2 วัน

4. การพิจารณารับแจ้ง เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายการทางทะเบียน และหลักฐานเพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาพร้อมทั้งสรุปข้อเท็จจริงนำเสนอสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนรับแจ้ง และ/หรือบันทึกส่ง สกค. ดำเนินคดี กรณีไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดพร้อมจัดทำหนังสือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5 วัน

5. จัดส่งหนังสือแจ้งผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จะจัดส่งแบบแจ้งให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจัดเก็บไว้เป็นหลักฐาน จัดส่งหนังสือแจ้งสรรพากร และสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดทราบ กรณีเป็นธุรกิจในส่วนภูมิภาค และ/หรือสำนักกฎหมายและคดี พิจารณาดำเนินคดี หากอยู่ในหลักเกณฑ์ดำเนินคดี โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 วัน(

Flowchart การแจ้งบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย) 

การขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสาร ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น

Posted by user on 17 มี.ค. 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

1. ระยะเวลาการเก็บรักษา

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลา

ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันปิดบัญชีและต้องเก็บรักษาไว้ ณ สถานประกอบธุรกิจ ได้แก่ สถานที่ทำการ สถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำ สถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานเป็นประจำ

2. การเก็บรักษา ณ สถานที่อื่นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ต้องขออนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี

โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบการยื่นขออนุญาต ดังนี้

(1) แบบคำขออนุญาต (ส.บช.1) จำนวน 1 ชุด (ดาวน์โหลดแบบพิมพ์)

(2) สำเนาหลักฐานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและผู้ให้ความยินยอมใช้สถานที่ ดังนี้

- สำเนาหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือ

- สำเนาทะเบียนพาณิชย์ กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยหรือบุคคลธรรมดา หรือ

- สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรกรณีเป็นกิจการร่วมค้า

(3) เอกสารสำคัญแสดงสิทธิการใช้สถานที่ ดังนี้

- สำเนาสัญญาการเช่าสถานที่ กรณีใช้บริการของธุรกิจรับฝากเก็บบัญชีฯ หรือบริการคลังสินค้าหรือ

- สำเนาทะเบียนบ้าน โฉนดที่ดินสัญญาเช่า สัญญาซื้อ/ขายที่ดิน กรณีธุรกิจเป็นเจ้าของสถานที่ที่นำบัญชีไปเก็บ หรือ

- หนังสือให้ความยินยอมใช้สถานที่กรณีสถานที่นำบัญชีฯ ไปจัดเก็บ เป็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจเช่นเป็นกรรมการ

,ผู้ถือหุ้น,หรือเป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชี 

กรณีนิติบุคคลขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีฯไว้ที่อื่นโดยมีสัญญา หรือการให้ความยินยอมมีกำหนดเวลา เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว จะต้องยื่นคำขออนุญาตพร้อมแนบหลักฐานใหม่ทั้งหมด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสัญญาเพิ่มเติมหรือต่อท้ายต้องแนบมาพร้อมการยื่นแบบคำขอด้วย 

(5) หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรครบถ้วนพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจกรณีผู้มอบอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน

(4) แผนที่โดยสังเขปและภาพถ่ายของสถานที่ที่ขอนุญาตนำบัญชีและเอกสารฯ ไปจัดเก็บไว้ 

3. สถานที่ยื่นคำขออนุญาต

* กรณีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ยื่นได้ที่สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

สำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาโดยผู้มีอำนาจ ทำการแทนนิติบุคคลพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือ โดยผู้รับมอบอำนาจแล้วแต่กรณี*

ขั้นตอนและแนวทางการพิจารณางานการอนุญาตและรับแจ้ง ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543

การขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น

พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 13 กำหนดว่า

1. การรับคำขออนุญาต ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ประสงค์จะขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ทำการ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานเป็นประจำให้ยื่นคำขอตาม แบบ ส.บช. 1* ซึ่งในขั้นตอนนี้เจ้าหน้าที่จะรับคำขอพร้อมอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติงานและข้อบกพร่อง (ถ้ามี) โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 20 นาที

2. การตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนและความสมบูรณ์ของคำขออนุญาต เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนและความสมบูรณ์ของคำขออนุญาตและเอกสารหลักฐานประกอบคำขอ รวมทั้งตรวจสอบรายการทางทะเบียนประกอบการพิจารณา โดยใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 1/2 วัน ทั้งนี้ หากคำขออนุญาตและเอกสารหลักฐานประกอบคำขอ ไม่ครบถ้วนถูกต้อง เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแก้ไขแล้วยื่นใหม่

3. ลงทะเบียนรับคำขอ เจ้าหน้าที่จะส่งลงทะเบียนรับคำขอ โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1/2 วัน

กรณีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ยื่นได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของธุรกิจ หรือ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ทำการ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำหรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานประจำ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีให้เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นได้การขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นมีขั้นตอน ดังนี้4.

การพิจารณาอนุญาต เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายการทางทะเบียนเพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณา พร้อมทั้งจัดทำสรุปข้อเท็จจริงและหนังสือแจ้งการอนุญาต เสนอสารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชี อนุญาตและลงนามหนังสือแจ้งธุรกิจ โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 วัน5.

แจ้งการอนุญาต เจ้าหน้าที่จะส่งหนังสือแจ้งให้ธุรกิจทราบ โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 วัน(Flowchart การขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น)

การตรวจสอบสิทธิ

Posted by user on 17 มี.ค. 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

1. ตรวจสอบว่าผู้ประกันตนเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการที่ได้รับการลดส่วนกรณีคลอดบุตรหรือไม่ ถ้าใช่ให้วินิจฉัยเป็นกรณีไม่มีสิทธิ

2. ตรวจสอบประวัติการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรของผู้ประกันตน ถ้าเคยใช้สิทธิครบ 2 ครั้งแล้วให้วินิจฉัยเป็นกรณีไม่มีสิทธิ

3. ตรวจสอบวันที่คลอดบุตร

4. คลอดบุตรก่อนวันที่ 1 มกราคม 2550 ใช้สิทธิตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ลงวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ

5.

6.

การวินิจฉัย

. 2548 คลอดบุตรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ใช้สิทธิตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.. 2533 เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทน ในกรณีคลอดบุตร ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.. 2549 ตรวจสอบการจ่ายเงินสมทบครบ 7 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนเดือนที่คลอดบุตร ถ้าไม่ครบ 7 เดือนให้วินิจฉัยเป็นกรณีไม่มีสิทธิ1.

คลอดบุตรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เวลา 00.00. เป็นต้นไป 1.1

1.2 กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตรในสถานพยาบาลตามบัตร รับรองสิทธิฯก่อนวันที่ 1 มกราคม 2550 แต่มีการคลอดบุตรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ตั้งแต่เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯยังต้องรับผิดชอบจนสิ้นสุด การรักษาผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล และผู้ประกันตนสามารถนำสูติบัตรมาขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรได้ ให้วินิจฉัยจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตน ในอัตรา 12

โรคและบริการที่ไม่มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ (กลุ่ม 15 โรคยกเว้น)

1. โรคจิต ยกเว้น กรณีเฉียบพลัน ซึ่งต้องทำการรักษาในทันทีและระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน

2. โรคหรือประสบอันตรายอันเนื่องมาจากการใช้สารเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด

3. โรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาลประเภทคนไข้ในเกิน 180 วันในหนึ่งปี

4. การบำบัดไตกรณีไตวายเรื้อรัง (

ก) กรณีไตวายเฉียบพลันที่มีระยะเวลาการรักษาไม่เกินหกสิบวัน ให้มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์

ข) กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ให้มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์โดยการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการฟอกเลือด ด้วยเครื่องไตเทียม ด้วยวิธีการล้างช่องท้องด้วยน้ำยาถาวร และด้วยวิธีการปลูกถ่ายไต ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตราที่กำหนดในประกาศสำนักงานประกันสังคม

5. การกระทำใด ๆ เพื่อความสวยงาม โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

6. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง

7. การรักษาภาวะมีบุตรยาก

8. การตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้น การปลูกถ่ายไขกระดูก

9. การตรวจใด ๆ ที่เกินความจำเป็นในการรักษาโรคนั้น

10. การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้น การปลูกถ่ายไขกระดูกตามหลักเณฑ์ที่กำหนด

11. การเปลี่ยนเพศ

12. การผสมเทียม

13. การบริการระหว่างการรักษาตัวแบบพักฟื้น

14. ทันตกรรม ยกเว้น กรณีถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน

15. แว่นตา

คลอดบุตรที่ใดก็ได้ ให้วินิจฉัยจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่าย กรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 12,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง ,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง Hemodialysis) ยกเว้น