กลยุทธ์ 10 ประการในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

Posted by user on 17 มี.ค. 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

Posted on Tuesday, March 10, 2009
ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกมีตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “คนรวยเสียภาษีน้อย คนจนเสียภาษีมาก” ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงเพราะว่าผู้ที่รู้จักการวางแผนภาษีก็คือ คนที่มีเงิน จึงสามารถหาทางที่จะลดภาระภาษีของตนเองลงได้ ในการลดภาระภาษีของตนเองลงนั้น ผู้อ่านสามารถทำได้โดยการซื้อหนังสือมาศึกษาหรือเข้าฟังอบรมและนำมาวางแผนภาษี แต่ผู้เขียนเห็นว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญทางภาษีเพื่อช่วยในการวางแผนภาษีให้จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะผู้มีเงินได้เพียงพอที่จะนำมาจ้างที่ปรึกษา
การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ผู้วางแผนภาษีจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่าตนจะได้รับเงินได้ประเภทใดจากที่ไหนและจากผู้ใด อีกทั้งต้องรู้ว่าเงินได้แต่ละประเภทนั้น สามารถจะหักค่าใช้จ่าย ค่าหักลดหย่อน ในอัตราเท่าใด และหากจะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องหักจากเงินได้ประเภทใดและอัตราเท่าใด บุคคลที่จะรู้จักการวางแผนภาษีอากรสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น อาจกล่าวโดยสรุปง่าย ๆ ผู้มีเงินได้ต้องรู้ว่า (1) ตนเองมีรายได้เท่าใด (2) เป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ เท่าใด และ(3) รายได้ใดที่ต้องเสียภาษี หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนในอัตราอย่างไร
แม้ว่ากฎหมายจะแบ่งประเภทเงินได้เป็น 8 ประเภท แต่หากจะแบ่งเป็นประเภทเงินได้เสียใหม่ อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (1) เงินได้จากการทำงาน (2) เงินได้จากการประกอบธุรกิจ และ(3) เงินได้จากการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเงินได้เหล่านั้น มีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากผู้อ่านจะใช้บทความนี้ในการศึกษาหรือเป็นข้อคิดเบื้องต้นในการวางแผนภาษีเงินได้ก็น่าจะไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
กลยุทธ์การวางแผนภาษี
ก่อนที่ผู้เขียนจะได้อธิบายถึงกลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการเฉพาะ ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านควรจะทราบถึงหลักทั่วไปของกลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้เขียนแบ่งได้เป็น10 กลยุทธ์ด้วยกัน ดังต่อไปนี้
1. การเลือกใช้เกณฑ์เงินสดและการเลื่อนเวลาการจ่ายเงิน
ภาระภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดานั้น กฎหมายกำหนดให้ใช้ “เกณฑ์เงินสด” ซึ่งต่างจากการเสียภาษีเงินได้ของบริษัทซึ่งใช้ “เกณฑ์สิทธิ” การใช้เกณฑ์เงินสดหมายความว่า ผู้เสียภาษียังไม่ต้องเสียภาษีหากยังไม่ได้รับเงินมาจริง ๆ ในบางกรณีบริษัทผู้จ่ายเงินสามารถนำเงินที่จะต้องจ่ายมาหักเป็นรายจ่ายได้เลยแม้จะยังไม่มีการจ่ายเงินจริงตามหลักเกณฑ์สิทธิ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทจะต้องจ่ายเงินได้ ทำเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ถือหุ้น บริษัทสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เมื่อค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นแล้วแม้จะยังไม่ได้มีการจ่ายจริง แต่ในขณะเดียวกันผู้ถือหุ้นก็ยังไม่ต้องเสียภาษีจนกว่าจะได้รับเงินนั้นมาจริง ๆ ตามหลักเกณฑ์เงินสด หรือกรณีมีที่ดินให้บริษัทเช่า (ซึ่งอาจเป็นบริษัทครอบครัว) บริษัทสามารถหักค่าใช้จ่ายค่าเช่าได้ แต่ผู้ให้เช่ายังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้หากยังไม่ได้รับค่าเช่า
กรณีศึกษา:
- กรณีผู้รับเงินรู้ว่า ตนเองจะมีรายได้ในปีนี้เกิดขึ้นเท่าใด และคาดว่าจะมีรายได้ในปีหน้าเท่าใด การวางแผนภาษีโดยเกณฑ์เงินสดก็คือ การเลื่อนกำหนดเวลาการรับเงินออกไป ก็จะสามารถลดภาระภาษีได้ เช่น แทนที่จะได้รับเงินได้ในสิ้นปีนี้เนื่องจากมีเงินได้เป็นจำนวนมาก ก็เลื่อนไปรับเงินในต้นปีถัดไป ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีลดน้อยลงหากในปีถัดไปคาดว่าจะมีเงินได้น้อยกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของธุรกิจครอบครัวสามารถที่จะควบคุมคุมการรับจ่ายเงินของตนเองได้ สามารถใช้เกณฑ์เงินสดในการวางแผนภาษีหรือกำหนดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือค่าจ้าง
- การใช้เกณฑ์เงินสดในการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพราะระยะเวลาการนำส่งมีความแตกต่างกัน เช่น หากผู้จ่ายเงินมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินได้ตามมาตรา 40(1) และ 40(2) เช่น ค่าจ้างแล้ว นายจ้างผู้จ่ายเงินก็มีหน้าที่ต้องนำส่งในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ในกรณีที่บริษัทนายจ้างต้องมีการจ่ายเงินค่าจ้างเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินโบนัสแก่พนักงานที่มีจำนวนมากมายหลายร้อยคน การเลื่อนกำหนดการจ่ายเงินออกไปเพียง 1 วัน สามารถช่วยให้ภาระการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย เลื่อนออกไปได้ เช่น บริษัทจ่ายเงินเดือนในวันที่ 31 มกราคม ภาระการนำส่งภาษี ณ ที่จ่าย คือ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ หากบริษัทเลื่อนการจ่ายเงินเดือนไปในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ บริษัทจะสามารถเลื่อนภาระการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกไปเป็นวันที่ 7 มีนาคม เท่ากับมีระยะเวลาที่ต่างกันเกือบ 40 วัน ถ้าหากเป็นเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรามาก บริษัทนายจ้างที่รู้หลักการวางแผนภาษี ก็สามารถนำเงินดังกล่าวไปหมุนเวียนใช้ในกิจการอย่างอื่นได้ก่อน ซึ่งหากเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในอัตราสูง การรู้จักการบริหารการเงินย่อมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
2. กำหนดเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
การรู้ว่าเงินได้ประเภทใดได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมเสียภาษีจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ในการวางแผนภาษีของตนเองได้ แต่ผู้ที่มีเงินได้ควรต้องรู้ก่อนว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะกำหนดเงินได้ของตนเอง ให้เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี
เงินได้ที่ได้รับการยกเว้นนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายประเภทตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร เงินได้ที่สำคัญที่กรรมการหรือเจ้าของกิจการหรือลูกจ้างจะสามารถประหยัด ไม่ต้องนำมารวมเพื่อเสียภาษี เช่น เงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยในการลงทุนของดอกเบี้ยสลากออกสิน การฝากประจำประเภทออมทรัพย์หรือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์มรดก หรือการขาย สังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้ได้มาโดยการมุ่งค้ากำไร หรือกำหนดเงินได้ให้เป็นการจัดอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากมรดกหรือการให้โดยเสน่หาตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมและประเพณีซึ่งจะต้องกำหนดให้ถูกต้องและเหมาะสม เงินได้จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ต้องเสียภาษีไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีเงินได้ที่กำหนดให้ยกเว้นไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 126 อีกกว่า 78 ประเภท เช่น เงินได้จากการขายกองทุนรวม เงินประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้จากการประกันสังคม เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เงินได้จากธุรกิจการศึกษา เงินได้จากค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัย ซึ่งเงินได้เหล่านี้เป็นเงินได้ที่มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งในการกำหนดและวางแผนเงินได้ที่ตนจะได้รับอยู่ในประเภทดังกล่าว นอกจากนี้ อาจจะมีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้ตามกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น เงินได้ที่เป็นเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตาม พรบ. ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 เป็นต้น
3. การเลือกใช้การหักค่าใช้จ่ายแบบหักเหมาตามประเภทเงินได้
ผู้มีเงินได้ต้องทราบว่าเงินได้ประเภทใด กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราใดตามกฎหมาย เช่น เงินได้ที่ได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ กฎหมายก็ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 นอกจากนี้ยังมีเงินได้ประเภทอื่น ๆ เช่น เงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้เช่นกัน การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมานี้มีข้อดีคือ ผู้เสียภาษีไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีรายจ่ายจริงเท่ากับอัตราเหมาที่กำหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กฎหมายก็ให้หักเหมาได้แม้จะมากกว่ารายจ่ายจริงก็ตาม วิธีการนี้ก็จะช่วยให้ผู้มีเงินได้และประกอบธุรกิจ ซึ่งมีปัญหาเรื่องการหักรายจ่ายเพราะคู่ค้าไม่มีเอกสารทางบัญชีมาหักเป็นรายได้จ่ายได้ตามกฎหมาย ก็อาจต้องพิจารณาเลือกองค์กรธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาแทนที่จะเป็นรูปบริษัท อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ไม่ตัดสิทธิให้ผู้มีเงินได้ที่จะหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง หากสามารถแสดงหลักฐานทางบัญชีมาหักได้โดยความจริงแล้วอาจพิจารณาตั้งเป็นบริษัทก็จะดีกว่าเพราะอัตราภาษีเบื้องต้นอาจจะต่ำกว่า
4. การหักค่าลดหย่อนตามกฎหมาย
การหักค่าลดหย่อนตามกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่ผู้วางแผนภาษีอากรควรต้องใช้ประโยชน์ให้สูงสุดในแง่ของการหักออกจากเงินได้และผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนดังกล่าว ปัจจุบันผู้มีเงินได้สามารถหักค่าลดหย่อน เช่น
- ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) ซึ่งหักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
(แต่เฉพาะผู้มีเงินได้ในปี 2552 สามารถหักค่าซื้อ RMF และ LTF ได้ถึงกองทุนละ 700,000 บาท รวมสูงถึง 1,400,000 บาท เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลมุ่งให้การส่งเสริมเฉพาะกิจ)
- ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน หักเงินได้ 100,000 บาท
- ค่าเบี้ยประกันชีวิตหักได้ 100,000 บาท
- การหักค่าลดหย่อนจากเงินบริจาคเพื่อกุศลสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 615 แห่ง ซึ่งหักได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว นอกจากจะได้ทำบุญช่วยเหลือสังคมแล้ว บางครั้งการบริจาคเงินดังกล่าวอาจมีของตอบแทนเป็นพระเครื่องหรือของสะสมบางอย่างหรือรูปภาษีที่อาจมีมูลค่าในอนาคตได้หรือสิทธิส่วนลดในการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลชั้นดีของรัฐบาล การหักค่าลดหย่อนที่กล่าวมานั้น นอกจากผู้มีเงินได้จะประหยัดเงินภาษีในแต่ละปีภาษีแล้ว เมื่อได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต เงินได้ดังกล่าวก็จะได้รับและที่ได้รับยกเว้นภาษีจากเงินดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน เช่น เมื่อได้รับเงินประกันชีวิตคืนเมื่อครบอายุ เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุน RMF และ LTF เมื่อครบกำหนดเงื่อนไขตามกฎหมาย
กรณีศึกษา:
ขอให้ลองเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากการหักค่าลดหย่อนประเภทต่าง ๆ กับผู้ที่มิได้ใช้ประโยชน์โดยคำนวณจากรายรับประเภทเงินเดือน ท่านจะเห็นความแตกต่างจากตารางด้านล่างนี้
ท่านจะเห็นว่า ใน 1 ปี ท่านสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 276,000 บาท ท่านลองคิดดูว่าหากท่านสามารถประหยัดภาษีไปจนกระทั่งท่านเกษียณอายุ เช่น 20 ปี จะสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 5,520,000 บาท ซึ่งมิใช่เงินจำนวนน้อยเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลตอบแทนจากมูลค่าการลงทุนอีกส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงกับความเปลี่ยนแปลงของมูลค่ากองทุนได้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง จึงอาจลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ได้ ผู้สนใจควรปรึกษาที่ปรึกษาทางด้านการวางแผนการเงิน ซึ่งปัจจุบันได้มีสมาคมนักวางแผนทางการเงินได้จัดหลักสูตรอบรมนั้นแล้ว และมีธนาคารบางแห่งได้ให้บริการเช่นว่านี้

รอบระยะบัญชีของการยื่นภาษีรายได้นิติบุคคล

Posted by user on 17 มี.ค. 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิ ต้องคำนวณกำไรสุทธิ จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจาก กิจการที่กระทำในรอบ ระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ซึ่งประมวลรัษฎากรได้กำหนด รอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งๆ ไว้ดังนี้
(1) รอบระยะเวลาบัญชีโดยทั่วไปตามบทบัญญัติมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับ การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเท่ากับ 12 เดือน โดยจะเริ่มต้นและสิ้นสุดลงเมื่อใดก็ได้
(2) รอบระยะเวลาบัญชีซึ่งน้อยกว่า 12 เดือน กรณีที่กฎหมายยอมให้รอบระยะเวลาบัญชีน้อยกว่า 12 เดือน ได้ มีเฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ คือ
ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะ เวลาบัญชีแรกก็ได้ แต่รอบระยะเวลาบัญชีต่อไปต้องเท่ากับ 12 เดือน
ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีก็ได้ ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรจะเห็นสมควรและสั่งอนุญาตซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนจะน้อยกว่า 12 เดือน
ค. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกันให้ถือเอาวันที่เจ้าพนักงานจดทะเบียนเลิกเป็น วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเลิกกัน รอบระยะเวลาบัญชีที่ควบเข้ากันจึงเป็นไปตาม (ค) ซึ่งอาจน้อยกว่า 12 เดือน
ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการและยังชำระบัญชี ไม่เสร็จ หากมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น จะต้องนำมาเสียภาษี เงินได้นิติบุคคล เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถือว่าบริษัทยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่ตราบเท่าที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้น
(3) รอบระยะเวลาบัญชีมากกว่า 12 เดือน รอบระยะเวลาบัญชีอาจขยายออกไปมากกว่า 12 เดือนก็ได้ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลเลิกกิจการ หากผู้ชำระบัญชี และผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสีย ภาษีได้ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ถ้าได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายใน 30 วันนับแต่วัน ที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก อธิบดีกรมสรรพากรอาจพิจารณาอนุมัติให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปได้ ซึ่งรอบระยะ เวลาบัญชีรอบนี้อาจเกิน 12 เดือนก็ได้)

ภาษีซื้อต้องห้าม กรณีกระเช้าของขวัญ

Posted by user on 17 มี.ค. 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

ซื้อกระเช้าของขวัญแจกลูกค้าในเทศกาล นำภาษีซื้อมาขอเครดิตได้หรือไม่
ภาษีซื้อ ที่เกิดจากการซื้อกระเช้าของขวัญมาแจกหรือให้เป็นของขวัญแก่ลูกค้าเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ โดยมีนามบัตรของบริษัทที่ระบุชื่อ ที่อยู่ และเครื่องหมายการค้าของบริษัทติดที่กระเช้าของขวัญดังกล่าว เป็นภาษีซื้อต้องห้ามมิให้นำไปหักออกจากภาษีขาย ตามมาตรา 82/5(4) แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 5 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17)
ส่วนภาษีขาย หากกระเช้าของขวัญดังกล่าวเป็นสิ่งของที่บริษัทพึงให้แก่ลูกค้าตามประเพณี ทางธุรกิจทั่วไปและมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควรแล้ว บริษัทไม่ต้องนำมูลค่าของกระเช้าดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79(4) แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 2(6) ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

Posted by user on 17 มี.ค. 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

ตารางสรุปวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภ.ง.ด.94 ภาษีเงินได้ครึ่งปี
มาตรา 40(5)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร
วิธีคิดคำนวณมี 2 วิธี
วิธีที่ 1 คำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ
-นำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. หักออกด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินได้สุทธิ ให้นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษี ตามบัญชีอัตราภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา จะได้ภาษีที่ต้องชำระครึ่งปี และสามารถ นำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้
วิธีที่ 2 คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน
เงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป ให้นำเงินได้พึงประเมินทั้งหมดไป คำนวณภาษีอัตราร้อยละ 0.50 ภาษีที่คำนวณได้จะเป็นภาษี ต้องชำระครึ่งปี และสามารถนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้
***เปรียบเทียบยอดภาษีต้องชำระวิธีที่ 1 กับวิธีที่ 2
-ให้ชำระยอดภาษีที่คำนวณได้มากกว่า
ก.ค.- ก.ย. ของปีนั้น
- เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี ตั้งแต่ปีภาษี 2551
- เงินได้ ม.40(5)-(8) เลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาหรือหักตามความจำเป็นและสมควรได้
- เงินได้ ม.40(8) ที่มิได้ ระบุไว้ใน พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11 ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร เท่านั้น
ภ.ง.ด.90 ภาษีเงินได้ประจำปีภาษี
มาตรา 40(2)-(8) หรือมาตรา 40(1) และมาตรา 40(2)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร
วิธีคิดคำนวณมี 2 วิธี
วิธีที่ 1 คำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ
-นำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. หักออกด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินได้สุทธิ ให้นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษี ตามบัญชีอัตราภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา จะได้ภาษีที่ต้องชำระประจำปี สามารถนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย และภาษีที่ชำระตามแบบ ภ.ง.ด.94 มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระประจำปีภาษีได้
วิธีที่ 2 คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน
เงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่เดือน มกราคมถึงธันวาคม ตามมาตรา 40(2)-(8) ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป ให้นำเงินได้ พึงประเมินทั้งหมด ไปคำนวณภาษีอัตราร้อยละ 0.50 ภาษีที่ คำนวณได้เป็นภาษีที่ต้องชำระทั้งปีและสามารถนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายและภาษีที่ชำระตามแบบ ภ.ง.ด.94 มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้
***เปรียบเทียบยอดภาษีต้องชำระวิธีที่ 1 กับวิธีที่ 2
-ให้ชำระยอดภาษีที่คำนวณได้มากกว่า
ม.ค.- มี.ค.
ของปีถัดไป
- เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี ตั้งแต่ปีภาษี 2551
-เงินได้ ม.40(5)-(8) เลือกหักค่าใช้จ่าย
เหมาหรือหักตาม ความจำเป็นและสมควรได้
-เงินได้ ม.40(8) ที่มิได้ ระบุไว้ใน พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11 ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร เท่านั้น
ภ.ง.ด.91 ภาษีเงินได้ประจำปีภาษี
ม.40(1)แห่งประมวลรัษฎากร
คำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ
นำเงินได้พึงประเมินประเภทเงินเดือน ค่าจ้างฯลฯ ที่ได้รับตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. ของปีที่ผ่านมา หักออกด้วยค่าใช้จ่ายและ ค่าลดหย่อน ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินได้สุทธิ แล้วจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะได้ภาษีที่ต้องชำระทั้งปีและสามารถนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้
ม.ค.- มี.ค. ของปีถัดไป
เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการ
ยกเว้นภาษี ตั้งแต่ปีภาษี 2551

ตารางสรุปวิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

Posted by user on 17 มี.ค. 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

ภ.ง.ด.51 ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแรก
- ห้างหุ้นส่วนจำกัด
- บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามกฎหมายไทย
- กิจการร่วมค้า
- บริษัทที่ตั้งขึ้นตาม กฎหมายต่างประเทศที่ ประกอบกิจการในไทย
- นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายต่างประเทศ
- กิจการของรัฐบาล ต่างประเทศ
-องค์กรของรัฐบาล
ต่างประเทศ
- เป็นรายได้และรายจ่าย ที่เกิดขึ้นในรอบ 6 เดือน แรกนับแต่วันเริ่มต้นของรอบระยะเวลาบัญชี
- ใช้เกณฑ์สิทธิในการรับรู้ รายได้และรายจ่าย
ประมาณการกำไรสุทธิ
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องประมาณการกำไรสุทธิจากรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี
เมื่อได้ประมาณกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ให้นำกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จะได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระครึ่งปี หากมีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย สามารถนำมาหักออกจากภาษีต้องชำระได้
วิธีคำนวณภาษีต้องเป็นไปตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
กำไรสุทธิ
ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดให้นำรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแรกมาคำนวณหากำไรสุทธิวิธีคำนวณภาษีต้องเป็นไปตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรเมื่อได้กำไรสุทธิแล้วให้นำไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจะได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระครึ่งปี หากมีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายสามารถนำมาหักออกจากภาษีต้องชำระได้
ภายใน 2 เดือน นับแต่วันสิ้น 6 เดือนแรกของรอบระยะ
เวลาบัญชี
-ประมาณการกำไรสุทธิขาดไป เกินกว่าร้อยละ 25 จะต้องเสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 20 ของประมาณการกำไรสุทธิ ที่ประมาณ การขาดไป แต่เงินเพิ่ม อาจลดลง เสียสูงสุดไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของภาษีที่ชำระขาดไปได้ (ท.ป.81/2542)
-ขาดทุนสุทธิหรือไม่มี รายได้ก็ต้องยื่นแบบฯ
-บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และมีรอบระยะเวลา บัญชีไม่ครบ 12 เดือนไม่จำเป็นต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51
-ยื่นแบบฯ ณ สถาน ประกอบการที่สำนักงาน ใหญ่ตั้งอยู่ หรือยื่นแบบ ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร www.rd.go.th
ภ.ง.ด.50 ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี
- ห้างหุ้นส่วนจำกัด
- บริษัทหรือ
- ห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลตามกฎหมายไทย
- กิจการร่วมค้า
- บริษัทที่ตั้งขึ้นตาม กฎหมายต่างประเทศที่ ประกอบกิจการในไทย
- นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายต่างประเทศ
- กิจการของรัฐบาล ต่างประเทศ
- องค์กรของรัฐบาล ต่างประเทศ
-เป็นรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี
-ใช้เกณฑ์สิทธิในการรับรู้รายได้และรายจ่าย
กำไรสุทธิ
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องนำรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี มาคำนวณหากำไรสุทธิ วิธีคำนวณภาษีต้องเป็นไปตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อได้กำไรสุทธิ แล้วให้นำไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ นิติบุคคล จะได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี สามารถนำภาษีที่ชำระแล้วตามแบบ ภ.ง.ด.51 และภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้
ภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
-แนบงบการเงิน พร้อม
กับแบบ ภ.ง.ด.50
-ขาดทุนสุทธิหรือไม่มี
รายได้ก็ต้องยื่นแบบฯ
-ให้ยื่นแบบ ณ สถาน
ประกอบการที่สำนักงาน ใหญ่ตั้งอยู่หรือยื่นแบบ ผ่านทางเว็บไซต์ของ กรมสรรพากร www.rd.go.th
ภ.ง.ด.52 ภาษีเงินได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี
บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆรวมทั้งประเทศไทย
- เป็นรายได้ก่อนหักรายจ่าย ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี
-ใช้เกณฑ์สิทธิ ในการรับรู้รายได้
นำรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีมาคำนวณภาษี ในอัตราร้อยละ 3 ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นภาษีต้องชำระสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หากมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย สามารถนำมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้
ภายใน 150 วัน
นับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
- รายได้ที่นำมาคำนวณภาษี เป็น ค่าขนส่ง ค่าระวาง ฯลฯ จากการขนส่งออกนอก ประเทศไทย
- รายได้อาจได้รับการยกเว้นภาษีหรือลดอัตราภาษีตามอนุสัญญา ภาษีซ้อน
- ไม่มีรายได้ก็ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.52
ภ.ง.ด.55 ภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี
มูลนิธิหรือสมาคมที่เป็นนิติบุคคลซึ่งมีรายได้
-รายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี
-ใช้เกณฑ์สิทธิในการรับรู้รายได้นำรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีมาคำนวณภาษีอัตราร้อยละ 10 เว้นแต่เงินได้ตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากร ให้คำนวณภาษีอัตราร้อยละ 2 ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นภาษีต้องชำระในรอบระยะเวลาบัญชี หากมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย สามารถนำมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้
ภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
-มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศให้เป็นองค์กร สาธารณะกุศลส่งรายงานการประชุมใหญ่ งบดุล และบัญชี รายได้รายจ่าย ให้กรมสรรพากร ทราบภายใน 150 วัน นับแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
- รายได้บริจาค ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุง ที่ได้จากสมาชิก ได้รับการยกเว้นภาษี
- ไม่มีรายได้ก็ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.55

Next»